BB_BlackBody's profile,.~~'*'wait for you spac...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 18 คำว่า "ฉันรักเทอ" ของแต่ละประเทศ
May 15 4 อ. คาถารักษารักให้ยั่งยืน
รัก 4 แบบที่ไม่ควรเอาอย่าง
May 05 6 วิธีรับมือกับ คำวิจารณ์บนเวทีAF เราได้ยินบรรดาผู้เชี่ยวชาญพ่นคำวิจารณ์ออกมามากมาย
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คำวิจารณ์นำความเจ็บปวดมาให้มากกว่านั้น
และอาจทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ ถ้าไม่รู้จักรับมือกับมัน
เคยมีคนพูดไว้ว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรดีแค่ไหน
คุณก็ไม่อาจทำให้ทุกคนพึงพอใจได้ไปหมด
และคนจำนวนมากก็มีความสุขที่ได้แสดงความไม่เห็นด้วยของตนเองออกมา
พวกเขาอาจเชื่ออย่างจริงใจว่ากำลังทำสิ่งที่ดีๆ
แก่คุณ ด้วยการเสนอคำวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์
หรือมันอาจเป็นแค่การเหยียบย่ำคุณเพื่อให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นก็ได้
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
คำวิจารณ์ทุกชนิดล้วนเจ็บปวดแต่เนื่องจากคนเราไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ท่าทีของคุณในการรับคำวิจารณ์และนี่คือขั้นตอนง่ายๆ
ในการรับมือคำวิจารณ์อย่างสง่างาม
1.หยุดสักครู่หนึ่ง
เพื่อให้อาการเจ็บแสบจากคำวิจารณ์บรรเทาลง
หายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะทำอะไรก็ตาม
มันสำคัญอย่างมากที่จะต้องไม่ตอบโต้อะไรออกไปก่อนที่คุณจะสงบอกสงบใจได้
2.ขอความชัดเจน
ถ้าคำวิจารณ์เป็นจริง คนวิจารณ์ควรสามารถให้เหตุผลยืนยันในสิ่งที่พวกเขาพูดได้
และนั่นคือสิ่งที่คุณจะสามารถตอบโต้ได้
3.ใครเป็นคนวิจารณ์ ?
เป็นคนที่มีอำนาจในเรื่องนั้นหรือเปล่า?
ถ้าไม่ มันก็อาจเป็นการเหยียบย่ำคุณเพื่อเพิ่มความมั่นใจของพวกเขาก็ได้
4.ถามตัวเองว่าคำวิจารณ์นั้นยุติธรรมกับคุณหรือไม่
ถ้าคำวิจารณ์ยุติธรรมกับคุณ การพูดว่า
“โอ.เค. ฉันยอมรับ” จะทำให้คุณดูดีขึ้น แต่ถ้าไม่
คุณก็มีเหตุผลที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างหนักแน่นและสงบ
5.ใช้ความอึมครึมในการเบี่ยงเบนคำวิจารณ์
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ตอบสนองต่อคำวิจารณ์
ด้วยการใช้คำตอบแบบที่ไม่ผูกมัด เช่น
“อืม ฉันคิดว่าคุณก็มีประเด็นอยู่ในเรื่องนั้น”
6.อย่าใช้คำใวิจารณ์ตอบโต้กลับเพื่อทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
การยกความล้มเหลวของพวกเขามาตอบโต้อาจทำให้คุณรู้สึกสะใจ
แต่ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย
April 22 สิ่งที่ดีที่สุด![]() เทออยากฟังไหม ฉันมีอะไรอยากจะบอก
ที่เทอเคยถาม เฝ้าถามกันเรื่อยมา
มันคือสิ่งไหน ที่หัวใจฉันมีค่า
ตลอดเวลาคือสิ่งนี้
เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้หัวใจ
ของฉันมีความสุขได้อย่างนี้
สิ่งที่ดีที่สุด คือการได้พบเทอ
ได้ดูแลเทอ ได้รักเทอหมดใจ
อยากบอกเทอซักหน่อย
บอกให้เทอรู้ใจ ว่าโชคดีแค่ไหน
ได้พบคนอย่างเทอ
ได้ยินฉันไหม นั่นคือความในใจอยากจะบอก
ตลอดเวลาคือสิ่งนี้
![]() March 11 รัก 6 ประเภทวันนี้มีรูปแบบของความรักมาฝากให้คิดกันค่ะว่า ความรักของคุณในตอนนี้นั้นเป็นแบบไหนกัน 1. ความรักแบบเสน่หา (Eros) ความรักเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แม้จะไม่มากพอที่จะทำลายตนเอง รู้สึกถูกใจอีกฝ่ายตั้งแตแรกเห็นคล้ายรักแรกพบ ความดึงดูดใจซึ่งกันและกันแสดงออกมาทั้งคำพูดและการแสดงความใกล้ชิด อยากเจอกันทุกวันถ้าเป็นไปได้ วาดฝันเกี่ยวกับอีกฝ่ายไว้งดงามและไม่ได้คาดการณ์ถึงอุปสรรคใด ๆ คู่รักประเภทนี้พยายามพัฒนาสัมพันธภาพกับคู่ของตนอย่างรวดเร็ว โดยการ เปิดเผย ซื่อสัตย์ และจริงใจ ใส่ใจคู่รักมากเป็นพิเศษ แต่ไม่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของหรือกลัวว่าจะมีคู่แข่ง 2. ความรักแบบไม่ผูกมัด (Ludus) ความรักเป็นเกมชนิดหนึ่งเพื่อความบันเทิงของทั้งสองฝ่าย หลีกเลี่ยงการ ผูกมัด สามารถผลัดเปลี่ยนคู่ไปได้เรื่อยๆ พยายามที่จะไม่สร้างความผูกพันทางอารมณ์อย่างลึกซึ้งกับใคร เพื่อรักษาความเป็นอิสระของตน ถึงแม้จะไม่ต้องการทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด แต่การโกหกและความไม่จริงใจถือว่าเป็นการเล่นตามกติกา ที่มีความรักแบบนี้จะไม่หึงหวงหรือแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ และอาจเห็นชอบให้คู่ของตนมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ ทั้งนี้เพื่อสร้างความสมดุลในความสัมพันธ์ของตน 3. ความรักแบบมิตรภาพ (Storge) ความรักพัฒนามาจากมิตรภาพ เป็นความรู้สึกรักใคร่อันเนื่องมาจากการคบหากันมาเป็นเวลานาน ไม่ได้มีความ รู้สึกตื่นเต้น เร่าร้อน แต่เน้นการที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกันและมีกิจกรรมร่วมกัน ความรักเป็นสิ่งที่มั่นคงที่ผนวกเข้าไปกับการดำรงชีวิตตามปกติ 4. ความรักแบบลุ่มหลง (Mania) ผู้ที่มีความรักแบบนี้จะใฝ่หาความรัก แต่เชื่อว่าความรักเป็นความเจ็บปวด ปรารถนาความใกล้ชิดและต้องการความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ต้องการให้คู่รักของตนแสดงความรักมากกว่าปกติ เมื่อใดที่คู่ไม่ได้แสดงความใส่ใจ หรือไม่แสดงความรัก ตามที่ปรารถนาอาจจะทำร้ายตนเพื่อเอาชนะความรัก คู่รักประเภทนี้เชื่อว่าเมื่อปราศจากความรักจากอีกฝ่าย ชีวิตก็ไม่มีคุณค่าอีกต่อไป 5. ความรักแบบมีเหตุผล (Pragma) เป็นความรักที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง ผู้ที่มีความรักแบบนี้จะแสวงหาคู่ที่เหมาะสมกับตนมากที่สุด เชื่อว่าความสัมพันธ์จะราบรื่นก็ต่อเมื่อคู่รักสามารถตอบสนอง ความต้องการพื้นฐานของกันและกัน ได้แสวงหาคนที่มีลักษณะคล้ายตนหรือต่างจากตน แต่ช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาด การเลือกคู่จะมีลักษณะคล้ายรักเผื่อเลือก ทั้งนี้ก็เพราะคาดหวังสัมพันธภาพที่ยั่งยืน 6. ความรักแบบเสียสละ (Agape) เป็นความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ต้องการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับมีความห่วงใย และคำนึงถึงความสุขของคู่รักเป็นสำค ัญ โดยไม่ใส่ใจกับความต้องการของตนเอง "การให้" เป็นปัจจัยสำคัญของความรักแบบนี้ นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาพบว่า ในชีวิตจริงคู่สมรสจะมีรูปแบบความรักที่คล้ายคลึงกัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคู่ที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับคู่ที่เลิกราไป พบว่าประเภทแรกจะมีความรักแบบเสน่หาสูงกว่า และมีความรักแบบไม่ผูกมัดต่ำกว่าประเภทหลัง รูปแบบของความรักอาจเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา และลักษณะของบุคคลที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย March 09 "รัก" ยังไงให้ยาวนาน!? หมั่นแลกเปลี่ยนความคิดกันบ่อยๆ เอาแต่ที่สร้างสรรค์และจรรโลงโลก
เพราะเวลาคุยกันนี่ไม่เหมาะกับการโต้เถียงใดๆ
กล้าหาญกับความรู้สึก ไม่ว่าจะอยู่ในอารมณ์ไหน สนุกสนานร่าเริง เจ็บช้ำน้ำใจ เพ้อฝัน ไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผลความถูกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
คุณควรจะเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของคุณกับคนที่อยู่ข้างตัวบ้าง
คิดจะพูดอะไรก็พูด เป็นการพูดเพื่อสร้างสรรค์ตัวเราเอง เช่น ฉันคิดจะทำ..ฉันรู้สึกว่า..พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ทำให้ตัวเองไร้สมอง
หรือดูไม่มีความมั่นใจในตัวเอง อย่าลืมค่อยพูดค่อยจาภาษาดอกไม้ พูดกันดีๆ
ใครก็ชอบคนพูดดีกันทั้งนั้น อย่าพูดจุดชนวนสงครามกลางเมืองเป็นอันขาด
มีการให้เวลานอก เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มอึดอัด เบื่อหน่ายหรือเกิดการขัดแย้งที่ชักจะบานปลายเป็นเรื่อง หรือเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะตอบคำถาม ไม่มีการกดดันกันให้เวลาเพื่อพัก
โดยไม่ถามเหตุผล ให้โอกาสในการพูดเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแต่ละคนตามความพร้อม
ฟังกันบ้าง เรื่องของความรักมักต่างคนต่างพูด ต่างไม่ฟังกัน ทำให้ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างพูด ถ้ารู้จักฟังจะทำให้ความเข้าใจตรงกัน เมื่อไม่เข้าใจกันก็จะได้ถาม
ได้อธิบาย ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น
เพิ่มรักให้เหนียวแน่น มีความรักเป็นทุนไว้แล้ว แต่ไม่มีการเติมลงไป ก็ทำให้ทุนหายกำไรหดได้ ต้องมีการเติมความรักอยู่เรื่อยๆ สม่ำเสมอ ให้ความรักเพิ่มพูนด้วยวิธีการต่อไปนี้
เอ่ยชมกันและกันบ่อยๆ การเอ่ยชมคนรักบ่อยๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้เขารู้สึกดีเท่านั้น แต่จะมีผลในแง่ความรู้สึกของคนที่ชมด้วย เพราะก่อนจะชมเราจะต้องคิดว่าเขามีอะรไดีที่จะให้ชมได้บ้าง ถ้ายิ่งชมเขาบ่อย
จะทำให้เราคิดถึงข้อดีของเขาได้บ่อยๆ เช่นกัน แล้วจะทำให้รักกันมากขึ้น
แต่นึกๆ แล้วไม่มีข้อดีให้ชมเลย แสดงว่าอาการนี้น่าเป็นห่วงแล้ว
หัดใจเย็นมากขึ้น เมื่ออารมณ์ขุ่นมัว ต้องตั้งสติไว้เสมอ ถ้าเราทำอะไรลงไปตอนที่อารมณ์ขุ่นมัว จะทำให้ผลีผลามและตัดสินใจอะไรผิดๆ ได้ง่าย การทำตัวเย็นจะทำให้ฝ่ายเกรงใจ
คอยตักเตือนในสิ่งที่เขาทำผิดพลาด เมื่อเห็นว่าเขาทำอะไรไม่ค่อยเข้าท่า ก็อย่าลืมคอยเตือนเขาไว้บ้าง เตือนด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ไปตำหนิเขา เดี๋ยวจะระเบิดเอาง่ายๆ
เมื่อทะเลาะกันไม่มีคำว่าฉันหรือเธอ แต่ความเป็นคำว่าเราทั้งคู่ จะทำให้รู้สึกว่าทั้งสองคนยังมีค่าพอสำหรับกันและกัน อย่างน้อยก็ยังไม่แบ่งแยกแบบตัวใครตัวมัน จะทำให้ดีกรีความรุนแรงเมื่อทะเลาะกันน้อยลง
ขอร้องเมื่อต้องการ...ไม่ใช่สั่ง หลายเรื่องที่บางครั้งเราไม่พอใจและอยากให้เขาเปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ถูกใจเรา ให้ขอร้องเราดีๆ ด้วยเหตุผล อย่าสั่งเด็ดขาด February 23 ความรักของผักชีและต้นหอมก่อนกาลนานมาแล้ว... เจ้าชายผู้สง่างามแห่งอาณาจักรต้นหอมมีใจรักมั่นอยู่กับเจ้าหญิงแสนหวานแห่งเมืองผักชี แต่ความรักของทั้งสองนั้นมีอุปสรรคมากมาย " ไม่มีทางที่ต้นหอมจะรักกับผักชีได้ พันธุ์ผักชีต่ำเตี้ยเรี่ยดินเช่นนั้นรึจะมาเทียบชาวต้นหอมที่สูงส่งอย่างพวกเรา" ราชาต้นหอมยื่นคำขาด ส่วนราชาแห่งเมืองผักชีนั้นเล่าก็หมายตาเจ้าชายจากเมืองใ กล้ๆเอาไว้ให้เจ้าหญิงเช่นกัน "เจ้าชายคึ่นช่ายเหมาะกับลูกมากที่สุด แข็งแรง ซื่อตรง และสูงสง่า ไม่แพ้เจ้าชายต้นหอมเลย" ราชาผักชีพยายามหว่านล้อมเจ้าหญิง แต่ก็ไม่เป็นผล ถึงแม้จะถูกขัดขวางจากครอบครัวของทั้งสองฝ่าย แต่เจ้าชายและเจ้าหญิงก็ยังแอบมาพบกันเสมอในสวนเล็กๆแห่งหนึ่ง "จะมีที่ไหนในโลกอีกมั้ย ที่เราจะอยู่เคียงคู่กัน โดยไม่มีใครขัดขวาง" เจ้าหญิงผักชีเอ่ย "ไม่ว่าไกลแสนไกลเพียงใด อยากลำบากเพียงไหน เราก็จะไปให้ถึงดินอดยอห่งนั้นให้จงได้" เจ้าชายให้คำมั่น ทั้งสองจึงวางแผนกันว่าจะแอบหนีไปด้วยกันในวันที่พระจันทร์เต็มดวง เมื่อถึงวันนัดหมาย ทั้งคู่พากันเดินทางไปจนเกือบจะพ้นดินแดนต้นหอม แต่ที่ตรงสุดเขตแดนนั้นเอง มีกองทหารของพระราชาต้นหอมเฝ้ายามอยู่อย่างแข็งขัน "เราจะผ่านทหารเหล่านี้ไปได้อย่างไรกัน" เจ้าหญิงกระซิบอย่างหวาดวิตก "อย่ากลัวไปเลย ยังมีอีกทางหนึ่งซึ่งจะพาเราออกจากดินแดนต้นหอมได้ แค่ไต่อ้อมไปทางหน้าผาที่ติดทะเลเท่านั้น" เจ้าชายอธิบาย "รับรองว่าไม่มีใครตามไปถูกแน่ๆเพราะทางออกด้านนี้เป็นความลับที่เคยใช้กันในสมัยปู่ของปู่เมื่อนานมาแล้ว" เจ้าชายกับเจ้าหญิงเดินทางต่อไปจนถึงทางออกสู่ทะเล แต่ที่แห่งนั้นอุปสรรคสำคัญที่สุดได้คอยทั้งคู่อยู่...พระราชาต้นหอมผู้โกรธเกรี้ยวนั่นเอง "เจ้ากล้าดีอย่างไงจึงขัดคำสั่งพ่อ" ราชาต้นหอมตะโกนก้องพร้อมเอื้อมมาถึงเจ้าชายให้แยกห่างออกจากเจ้าหญิงโดยทันที ด้วยความรีบร้อมผสมกับความโกรธ พระราชาที่อายุมากแล้วเกิดเสียหลักพลัดตกลงไปติดอยู่ตรงซอกหินริมหน้าผา โชคดีที่พระองค์ยังคว้าตัวเจ้าชายไว้ได้ แต่ทว่า...พระราชาต้นหอมที่อวบอ้วน มีน้ำหนักมาก จนทำให้เจ้าชายต้นหอมรูปร่างผอมบาง ที่มีรากฝอยเล็กๆสั้นๆแทบจะยึดลำต้นกับดินไว้ไม่อยู่ ทั้งคู่เกือบจะพลัดตกลงไปในทะเลอยู่รอมร่อ ทันใดนั้นเอง...ลำต้นบอบบาง ทว่ามั่นคงด้วยความรักของเจ้าหญิงผักชีก็โอบล้อมเจ้าชายไว้ด้วยความรัก "อย่าทำเช่นนี้เลย ฉันไม่อยากให้เธอต้องตกลงไปพร้อมเราพ่อลูก ปล่อยมือเสียเถิด" เจ้าชายกล่าวอย่างเป็นห่วง "จะไม่มีใครตกลงไปทั้งนั้น ถึงต้นฉันจะดูบอบบาง แต่รากแก้วของฉันหยั่งลึก ลงไปในดินอย่างมั่นคง ไม่มีวันสั่นคลอน" เจ้าหญิงกล่าวพลางยิ้มหวาน และกอดเจ้าชายแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ในเวลาต่อมา เมื่อพระราชาและเจ้าชายได้รับการช่วยเหลือให้กลับขึ้นมาอย่างปลอดภัย พระราชาต้นหอมผู้ยิ่งใหญ่หันไปกล่าวคำขอบใจแก่เจ้าหญิงด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน ก่อนที่จะหันกลับมาประกาศก้องกับทหารและประชานที่ห้อมล้อมว่า "นันแต่นี้...เราจะไม่ขัดขวางความรักระหว่างเจ้าชายต้นหอมและเจ้าหญิงผักชีอีก ขอให้ทั้งสองอยู่เคียงคู่กันอย่างมีความสุขตลอดไป" พระราชาให้พร และเรื่องราวต่างๆต่อมาก็เป็นไปตามคำกล่าวนั้น เจ้าชายต้นหอมกับเจ้าหญิงผักชีอยู่เคียงคู่กันในทุกๆที่ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนแคว้นใด แห่งหนตำบลไหน หรือแม้แต่ในชามก๋วยเตี๋ยว และเป็นตัวแทนของความรักอันมั่งคงเสมอมา February 18 เหตุเกิดจากความเหงา...![]() เหตุเกิดจากความเหงา( Emotion Town. ) ขอบคุณ..ระยะทางที่ทำให้เราต้องห่างไกล ขอบใจ..เธอเหมือนกัน ทีเธอเลือกจากฉันไปแสนไกล ขอบคุณเวลาที่ฉันนั้นไม่มีใคร ขอบคุณอารมณ์อ่อนไหวที่มาทักทายกัน ทำให้ฉันได้รู้..หากขาดเธอไปคงอยู่ไม่ไหว... เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่ ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ยิ่งห่างเหินเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้ว่าเป็นเธอ..ที่ฉันรักหมดหัวใจ วันนี้..มาพบเธอ ด้วยใจที่เดินอย่างอ่อนล้า ต้องการมาพบหน้า ต้องการจะบอกว่าพึ่งเข้าใจ ขอบคุณเวลาที่ฉันนั้นไม่มีใคร ขอบคุณอารมณ์อ่อนไหวที่มาทักทายกัน ทำให้ฉันได้รู้..หากขาดเธอไปคงอยู่ไม่ไหว... เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่ ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ยิ่งห่างเหินเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้..ว่าเป็นเธอ..ที่ฉันรักหมดหัวใจ มีคนเคยบอก ถ้าไม่สูญเสียบางอย่าง ก็ไม่รู้คุณค่าสิ่งนั้น เหมือนอย่างตัวฉัน ทีพึ่งรู้ว่าคืนวัน.ที่ผ่านมา ใครคือคนสำคัญ เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้ว่ารักเธอเท่าไหร่ ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ความอ้างว้างเดียวดายคอยตอกย้ำอยู่เสมอ เหตุเกิดจากความเหงาที่ทำให้รู้เธอสำคัญเพียงใด ความห่างไกลมันทำให้ฉันคิดถึงเธอ ยิ่งห่างเหินเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้..ว่าเป็นเธอ..ที่ฉันรักหมดหัวใจ... February 04 ข้อคิดเพื่อชีวิตวันนี้
ข้อคิดเพื่อชีวิตวันนี้ February 03 เรื่องซึ้งๆของหญิงชายและความแตกต่าง
February 02 คติสอนหญิง: นิยามความรัก
อ่านแล้วรู้สึกดีมากเลยล่ะ ลองอ่านดูน๊ะ
February 01 รู้มั้ย... ทำไมฉันถึงรักคุณ![]() 1. ฉันรักคุณ เพราะฉันรู้ว่าคุณจะไม่มีวันจากฉันไป
2. ฉันรักความรู้สึกทุกครั้งเวลาที่เราพูดคุยหรือหยอกล้อกัน 3. ฉันรักในสายตาที่คุณมองฉัน 4. ฉันรักคุณ ทุกครั้งที่ฉันนึกไม่ออกว่าฉันจะต้องอยู่โดยไม่มีคุณ 5. ฉันรักในวันที่เราได้อยู่ด้วยกัน และพูดคุยกันตลอดทั้งคืน 6. ฉันรักคุณ เพราะฉันรู้ว่าคุณจะอยู่กับฉันทุกเวลาที่ฉันต้องการ 7. ฉันรักความรู้สึกทุกครั้งที่ร่างกายเราแนบชิดกัน 8. ฉันรักคุณ เวลาที่คุณทำให้ฉันหัวเราะ 9. ฉันรักและมีความสุข เวลาที่คุณหัวเราะกับเรื่องตลกของฉัน 10. ฉันรักคุณ เวลาที่คุณคอยประณีประนอมทุกครั้งเวลาที่เราทะเลาะกัน 11. ฉันรักในความเป็นสุภาพบุรุษของคุณ 12. ฉันรักเวลาที่เราดูทีวีด้วยกัน ทั้งที่บางครั้งคุณไม่ได้ชอบรายการทีวีนั่นเลย 13. ฉันรักความอิสระที่คุณมีให้ และไม่เคยเปลี่ยนฉันให้เป็นแบบที่คุณต้องการ 14. ฉันรักคุณ เวลาที่คุณให้เกียรติฉันเสมอ 15. ฉันรักที่จะทำอะไรก็ได้ในโลกนี้ เพื่อให้คุณมีความสุข 16. ฉันรักเสียงของคุณเวลาที่โทรมาหาฉัน 17. ฉันรักในความฉลาดและความช่างคิดของคุณ 18. ฉันรักคุณ เพราะคุณสามารถเข้าได้กับทุกคนที่รู้จัก โดยเฉพาะกับครอบครัวของฉัน 19. ฉันรักในทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสนใจ 20. ฉันรักที่จะใช้เวลาแห่งความสุขกับวันพักร้อน กับคนที่ฉันรักเช่นคุณ 21. ฉันรักเวลาที่ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เมื่อฉันอยู่กับคุณ 22. ฉันรักในความอารมณ์ขันของคุณ 23. ฉันรักเวลาที่คุณทำให้ฉันรู้สึกเป็นคนสำคัญ 24. ฉันรักในการแต่งตัวของคุณ 25. ฉันรักในสิ่งที่คุณเป็น 26. ฉันรักในความเป็นกันเองของคุณ 27. ฉันรักเวลาที่คุณคอยดูแล และเอาใจฉัน 28. ฉันรักในความสามารถของคุณ เวลาที่คุณพาฉันผ่านช่วงเวลาอันเลวร้าย 29. ฉันรักคุณทุกครั้งที่คุณพยายามทำทุกอย่างเพื่อจะบอกว่า "คุณรักฉัน" 30. ฉันรักและชอบมองเวลาที่คุณตัดผมใหม่ๆ 31. ฉันรักในทุกส่วนของตัวคุณ 32. ฉันรักในความจริงว่าคุณต้องการฉัน และต้องเป็นฉันคนเดียว 33. ฉันรักในความรู้สึกของฉัน เวลาที่ฉันอยู่กับคุณ January 28 ฟัง...ซิ ฟังจังหวะทุกชีวิตมีจังหวะ...ช้า...เร่ง...เร็ว...ล้า...นิ่ง...หยุด...
เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตที่มีความสุขก็คือ...
เราต้องเดินให้ถูกจังหวะของชีวิตในขณะนั้น
จังหวะชีวิตก็เหมือนจังหวะดนตรีมีช้า เร็ว สนุกสนาน
โหยเศร้า...บ้าคลั่ง เมื่อเราต้องโลดเล่นไปตาม
"เพลงชีวิต" เหมือนนักเต้นรำ แน่นอนละ
สิ่งสำคัญคือต้องฝึก เพื่อจะให้เต้นเป็น...เต้นดี
เต้นถูกจังหวะ...เต้นเก่ง
ฝึกข้อแรกคือ "ฟัง" จับจังหวะของเพลงให้ได้
"ทุกขณะ คือจังหวะ ลีลาใหม่ เราต้องพร้อม
ดู / ฟัง...จังหวะใด วิ่ง / เต้น / หยุด
ระวัง ระไวไม่ผิดเพลง" ในชีวิตประจำวันก็เช่นกันนะ
จำเป็นที่เราจะต้องฟัง "จังหวะ" ประจำวันด้วย รู้ว่า "เป้าหมาย"
ของวันนี้คืออะไร ง่ายหรือยาก มีอุปสรรคมั้ย...
ทำอย่างไรจึงจะจัดการให้สำเร็จ ต้องเร่งจังหวะความขยัน
ความใส่ใจลงไปมากน้อยแค่ไหน บางวันจัวหวะจะเนิบนาบ
เพราะต้องการให้เรารอบคอบกับสิ่งที่กำลังตัดสินใจ
ใช้เวลาไตร่ตรองก่อนลงมือเลือก.......
"ช้าช้า แต่อย่าหยุด ค่อยค่อยรุดใจจดจ่อ รอบคอบอย่างรู้รอ
เติมแต้มต่ออย่างช้าช้า" ขณะที่บางวันจังหวะชีวิตจะกระฉับกระเฉง...คึกคัก
ปลุกเร้าชวนให้กระตือรือร้น หรือมี "กิจกรรม" ที่รอให้เราลงมือทำ
ให้ความสนใจแบบ "เต็มร้อย" เหมือนนักกีฬาที่กำลังจะเข้าเส้นชัย...
อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงจุดหมาย ในเวลาอย่างนี้ ถ้าเราเต้น
"ผิดสเต็ป" เฉื่อยชา ผัดวันประกันพรุ่งแบบไม่เป็นไร
ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง...ในที่สุดเราก็จะเสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
ก็คงต้องรอโอกาสหน้าที่จะมาถึง(ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่...ต่อไป)
เมื่อฟังจนจับจังหวะได้แม่นแล้วก็ต้องเต้นให้ลงจังหวะ
เต้นให้ถูกจังหวะ จะเต้นช้า จะหมุนตัว หรือกระโดดโยกไปมา
ก็แล้วแต่ลีลาเพลงในแต่ละวัน หรือในช่วงชีวิตนั้นจะพาไป
เร่งฝีเท้าเมื่อควรเร่ง วิ่งเมื่อควรวิ่ง สนุกกระโดดโลดเต้น
ในยามสนุก...สนาน ผ่อนแรงพักเมื่อรู้สึกเมื่อย
"ทุกขณะ เราต้องฟัง วางจังหวะ...จะไปไหน
รู้ทิศทางกำลังเท้าเท่าทันใจ ก้าวออกไปเมื่อพร้อม...
ย่อมเป็นสุข" January 27 --ข้อแนะนำวิธีประหยัดค่าโทร--ข้อแนะนำวิธีประหยัดค่าโทร.. January 23 ขอบคุณ
January 21 ทฤษฏีตะเกียบ"ไม้ไผ่หนึ่งอัน" กับ"หัวใจหนึ่งดวง" ก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
แต่ถ้าเรารวมไม้ไผ่สองอันรวมหัวใจสองดวงให้อยู่...ร่วมกัน
"พลังคู่" ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ
"ตะเกียบ" ไม้ไผ่อันเล็ก ๆ ดูเผิน ๆ ก้แค่ไม้ไผ่ธรรมดา
แต่ถ้าเราเลือกไม้ไผ่อีกอันหนึ่งที่มีขนาดใหญ่แตกต่างกัน
และลงมือเหลา...เกลาจนกลมเกลี้ยง ลองใช้นิ้วคีบดูความถนัดแล้วลงมือฝึก
ไม่ว่าจะใช้พุ้ยข้าวต้ม ข้าวสวย ชิมอาหาร หรือจัดการกับเส้นก๋วยเตี๋ยว
"ตะเกียบ" ไม้ไผ่อันเล็ก ๆ ธรรมดาเมื่อรวมกันเป็นคู่....ก็สามารถเปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมการกินของมนุษย์ให้สะดวกขึ้นอย่างน่าทึ่ง
ไม่ต่างจากเรื่องของหัวใจ.....ตะเกียบแต่ละข้างยังต้องใช้เวลาในการเหลา...
เกลาให้เป็นคู่ที่เหมาะเจาะลงตัวการเรียนรู้หัวใจของคนสองคนก็ต้องการเวลา
ในการ "เกลา" ให้เข้ากันได้...เหมือนกัน
กว่าจะคีบตะเกียบได้คล่องแคล่วถนัดมือ ก็ต้องอาศัยเวลา ไม่ต่างจากการ
ที่คนสองคนใช้เวลาเรียนรู้ธรรมชาติ ความเป็นตัวของตัวเอง สิ่งที่ชอบหรือไม่ชอบของกันและกัน
"เมื่อเราลงมือเหลา
ค่อย ๆ เกลาเอาใจใส่
เปลี่ยนได้ก็ปรับไป
ยอมรับได้ก็ยินดี"
ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นฝ่ายหนึ่งไม่พิสมัยผักชีเลยทั้งกลิ่นและรสชาติ
เช่นเดียวกับอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่พึงประสงค์น้ำมันกระเทียมเจียวทุกกรณี
(ลองแยกกันสั่งคนละจานดูสิ...แล้วที่จริงเราอยากนั่งกินข้าวด้วยกันไม่ใช่เหรอ)
ฝ่ายหนึ่งเคร่งครัดกับเวลานัดมากๆ ขระที่ฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าการสายนิดหน่อย
เป็นเรื่องที่น่าจะรอ...และอภัยให้กันได้
(ส่งเสียงหวาน ๆ ทางโทรศัพท์เตือนเป็นระยะก็ได้นี่น่า หรือบอกสักนิดว่า
อีกประเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว หรือก่อนจะถึงอุรหภูมิห่งความโกรธก็น่าจะลอง
ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นอีกฝ่ายถึงฝ่าการจราจรมาล่าช้าอย่างนี้ บางที่เขาอาจต้องการคนปลอบขวัญ
และฟังว่าต้องผจญอะไรมาบ้าง...แต่การปล่อยให้คนที่เรารู้ว่าเขารอ...ร้องเพลง
ร้องนาน ๆ ก็ไม่เหมาะนะ คิดถึงตอนที่เราเป็นฝ่ายรอบ้างแล้วจะเข้าใจ..
เราจะเจอกันเพราะคิดถึงกัน อยากใช้เวลาร่วมกันไม่ใช่เหรอ ท่องไว้อย่าลืม)
ฝ่ายหนึ่งโปรดปรานการช้อปปิ้งแต่อีกฝ่ายจะไปศูนย์การค้าต่อเมื่อมีจุดประสงค์
ชัดเจนและมุ่งตรงไปซื้อ...เท่านั้น(ไปด้วยกันแต่แยกกันทำกิจกรรมก็ได้นะ
เธอไปซูเปอร์มาร์เก็ต ฉันไปร้านหนังสือ แล้วมาเจอที่ร้านกาแฟก็แล้วกัน
แต่อย่าลืมว่า บางทีอีกฝ่ายก็อยากมีที่ปรึกษาช่วยกันเข็นรถอยู่ใกล้ๆ
ช่วยคำนวณงบประมาณหรือตัดสินใจของชิ้นใหญ่ ๆ ร่วมกัน หรือชี้ชวนกันดูหนังสือ
เทปเพลง หนังแผ่นใหม่ ๆ ช่วยกันเลือกช่วยกันวิจารณ์ ลึก ๆ แล้วอีกฝ่ายอาจจะหวังดีอยากเติมอาหารสมองให้ก็ได้นะ)
ฝ่ายหนึ่งร้องไห้จะเป็นจะตายกับหนังรักโสก อีกฝ่ายร้องยี้ (ในใจ) หนังวิทยาศาสตร์
ไฮไฟคุ้มค่าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ (ถ้าไม่สามารถเข้าไปนั่งเป็นเพื่อน ตามข้อตกลงว่า
ครั้งนี้เธอเลือกครั้งหน้าฉันเลือกก็คงต้องใช้วิธีแยกโรงกันดู หรือถ้ายังอยาก
เก็บเวลาไว้ใช้ด้วยกันจะลองเช่าหนังแผ่นมาดูที่บ้านก้ได้...เพราะเราสามารถหาเหตุเดิน
ไป ๆ มา ๆ ไม่ต้องนั่งตรึงอยู่จนจบเรื่อง แต่ที่สำคัญก็คืออย่าพึงล้อเลียนพฤติกรรม
ความสำราญไม่ว่าจะเป็นความซาบซึ้งจนน้ำตาร่วง หรือหลุดออกท่าทางในบางครั้ง
ถ้าไม่ใกล้ชิดขนาดนี้มีรึจะได้สัมผัสมุมนี้...ใช่มั้ย)
อีกฝ่ายชอบปรึกษาเรื่องงาน แต่อีกฝ่ายเห็นว่าเวลางานควรจะอยู่แต่ที่ทำงานเท่านั้น
ไม่ควรแผ้วพานเวลาส่วนตัว (นี่คือเรื่องของการผลัดกันใช้หูเพื่อฟังเมื่ออีกคนหนึ่งพูด
และเมื่อเราพูด เราก็ต้องการหูที่จะฟัง...สังเกตไหมว่า เราคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อน ๆ
ได้หลายคน แต่สำหรับเรื่องบางเรื่องเราต้องเลือกคนที่จะฟัง น่าคิดนะว่าทำไมเขาถึง
เลือกที่จะเล่าและปรึกษาในเรื่องที่สำคัญ ๆ กับเราก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่เราเลือกให้เขา
เป็นผู้ฟังนั่นแหละ แต่วันไหนที่เราไม่พร้อมจะเป็นหูรับฟังเรื่องหนัก ๆ ละกัน
เรื่องนี้บอกกล่าวกันได้...บอกอ้อม ๆ ว่าวันนี้เครื่องฟังไม่ค่อยพร้อม หรือบอกตรง ๆ ว่า
ฟังได้แต่ได้ไม่นานนะ และเมื่อหูเราพร้อมจะฟังเมื่อไหร่ เราเสียอีกที่จะรีบติดต่อกลับไป...
ก้เราอยากแบ่งปันทั้งทุกขืและสุขให้กันมิใช่หรือ)
ระหว่างการใช้เวลาทั้งเหลา..ทั้งเกลา..หัวใจ เรจะพบเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา
เป็นโจทย์ให้คนสองคนตอบพิสูจน์ว่าสามารถเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง ปรับตัว...
หรือยืดหยุ่นกับอีกฝ่ายหนึ่งได้แค่ไหน และนั่นก็คือคำตอบที่เราจะได้รับ
เมื่อตะเกียพบคู่...เมื่อหัวใจสองดวงเกิดความรัก สิ่งที่ควรตระหนักคือ"พลังคู่"
พลังคู่คือพลังบวก ก็เหมือนการประสานของไม้ไผ่สองอัน สองแขนสองขา
สองขาที่ช่วยให้เราลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้หลายอย่าง
พลังบวกเกิดจากการประสานพลัง...ผสานหัวใจของคนคู่ ที่ร่วมกันจุดประกายลงมือ
ลงแรงสร้างสรรค์งาน...ใช้ชีวิตด้วยกัน แต่ที่ต้องไม่ลืมคือ เมื่อสิ่งสองสิ่งมาอยู่ร่วมกัน
หากไม่ทำให้เกิดประกายแห่งพลังบวกมันจะกลายเป็นพลังต้านเชิงลบทันที
เราอย่าสำคัญผิดว่าตะเกียบข้างหนึ่งมีความสำคัญมากกว่าตะเกียบอีกข้างหนึ่ง
อย่าหลงคิดเปรียบเทียบว่าอีกสิ่งหนึ่งดีกว่า เหนือกว่า เสียสละมากกว่า หากคิดเช่นนั้น
พลังบวกจะไม่มีทางเกิดขึ้น น่าเสียดายถ้าเราจะปล่อยให้พลังบวกหายไป
เพียงเพราะการเปรียบเทียบการยึดถือว่าตัวเราดีกว่า เหนือกว่า สำคัญกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง...
ถ้าคิดอย่างนี้พลังของตะเกียบคู่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร
"เมื่อเราลงมือเหลา
ค่อยๆเกลาเอาใจใส่
เปลี่ยนได้ก็ปรับไป
ยอมรับได้ก็ยินดี
พลังคือสองเรา
รวมกันเข้าจนได้ที่
พลังบวกที่เรามี
คือทฤษฏี...ตะเกียบคู่"
เมื่อเหลาไม้ไผ่สองอัน เมื่อเกลาหัวใจสองดวงได้ลงตัว
มันกลายเป็นความรัก กลายเป็นตะเกียบ...คู่พิเศษขึ้นมาแบบนี้แหละ
January 08 เรียนบรรณารักษณ์จบมาทำไร?อะอะ....มันไม่ใช่อย่างที่คิดนะจ้ะ พี่แสนรู้ขอบอก...
ในยุคปัจจุบันถือกันว่าเป็นยุคแห่งสังคมสารสนเทศ ที่ข้อมูลข่าวสารมีมากมายหลากหลาย
แต่บางครั้งเราก็ไม่สามารถนำเอาทรัพยากรสารสนเทศที่มีคุณค่าเหล่านี้
มาใช้ให้เกดิประโยชน์สูงสุด หากจะเปรียบบรรณารักษณ์และนักสารสนเทศ
ก็คือชาวประมงผู้ชาญฉลาดมีเครื่องมือ คือ แห อวน อันทรงอานุภาพจับปลา
เหล่านั้นมาขายแล้วไม่ใช่ขายธรรมดา ต้องสามารถจำแนกปลาแต่ละประเภทได้อีกด้วย...
เพื่อให้เหมาะกับลุกค้าที่จะมาซื้อหาไปทำการอื่นไดต่อไป
บรรณารักษ์ สารนิเทศศาสตร์ สารสนเทศศาสตร์ ล้วนแต่มีกำเนิดและมีเนื้อหาหลัก
วิชาตรงกันทั้งสิ้น คือ การสร้างนักวิชาชีพในด้านการจัดการข้อมูลข่าวสาร
ให้เกิดระบบตั้งแต่แสวงหาสารสนเทศ การจัดเก็บ การนำออกมาใช้ การให้บริการ
ซึ่งงานลักษณะนี้ สาขาวิชาชีพอื่น ๆ ไม่สามารถจะทำแทนกันได้
ต้องเป็นผู้ที่จบในศาสตร์เหล่านี้จริง ๆ เท่านั้น...
วิชาในหลักสูตรนี้ จะมีทั้งวิชาด้านการวิเคราะห์เนื้อหาและการจัดการสารสนเทศประเภทต่าง ๆ
เป็นวิชาหลักเพื่อให้สามารถจำแนกแยกแยะว่าสารสนเทศเนื้อหาแบบใด
ควรจัดการอย่างไรให้เหมาะสมกับผู้ใช้และวิชาด้านเทคนิคต่าง ๆ
ซึ่งในปัจจุบันต้องเรียนวิชาด้านคอมพิวเตอร์ทั้งการทำเว็บไซต์ การวิเคราะห์แพฒนาระบบสารสนเทศ ฯลฯ
รวมทั้งวิชาด้านการประชาสัมพันธ์ และการให้บริการอีกด้วย
|
|
|